ถ้าพูดถึง “ วันฮาโลวีน ” หลายๆคน ก็คงจะคิดว่าเป็นแค่วันหนึ่ง ซึ่งเป็นประเพณีของต่างชาติเขา ที่ถือว่าเป็นวันปล่อยผี มีสัญลักษณ์เป็นรูปหัวฟักทอง เราสามารถแต่งตัวเป็นผี มาหลอกใครต่อใครได้อย่างสนุกสนาน และคงไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหร่นัก แต่ที่แท้จริงเเล้ว วันฮาโลวีนนี่ได้ถือว่า เป็นวันที่มีความหมายมากๆพอกับวันคริสต์มาสเลยทีเดียว
ชาวคริสต์นิกายคาทอลิก เชื่อกันว่าสุดท้ายของเดือนตุลาคมถือเป็นวันสิ้นสุดฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ซึ่งคือวันสุดท้ายของปี ก่อนจะขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน และในคืนก่อนที่จะถึงวันขึ้นปีใหม่นั้น มิติของคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทำให้จิตวิญญาณที่ตายเมื่อปีที่ผ่านมากลับมาหาร่างใหม่เพื่อเข้าสิง และเป็นแนวทางในการเกิดใหม่ในปีหน้า และเพื่อป้องกันไม่ให้เหล่าวิญญาณทั้งหลาย มาสิงร่างของตน ในหมู่บ้านชาวเซล็ด ( Celt ) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในเกาะอังกฤษ จึงพยายามหาหนทางที่จะหลอกพวกวิญญาณทั้งหลายว่า คนในหมู่บ้านตายเป็นผีกันหมดเเล้ว จะได้รอดพ้นจากการถูกสิงร่าง ดังนั้นในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ชาวบ้านทุกคนจะดับไฟให้มืดสนิทเพื่อให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายหนาวเย็น จนไม่สามารถสิงร่างใครได้ และมีการปลอมตัวเป็นผีร้ายเดินส่งเสียงอึกทึก หลอกล่อให้วิญญาณกลัวและหนีไป
แต่ถ้าใครที่มีอาการเหมือนถูกผีเข้าสิงร่างแล้วล่ะก็ ชาวเซ็ลด ( Clelt ) จะทำการเผาร่างคนคนนั้นซะ เพื่อขู่ให้วิญญาณกลัว และไม่กล้าสิงร่างคนอื่นต่อไป เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป ประเพณีความเชื่อแบบนี้จึงค่อยๆเสื่อม และเเปรเปลี่ยนมาเป็นพิธีกรรมทางศาสนาแทน โดยมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติที่เสียไป แต่วิธีการอุทิศส่วนกุศลของเขาก็ไม่ใช่การกรวดน้ำไปให้ผู้ตายอย่างบ้านเรา
แต่เขาจะใช้การเดินร้องขอขนมเค้ก สำหรับวิญญาณ ( Soul cake ) ไปตามหมู่บ้านต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า “ ประเพณี Trick or Treat ” ซึ่งเชื่อกันว่า ผู้ที่มาขอขนม เปรียบเสมือนกับเป็นตัวแทนในการพูดคุยกับคนตาย โดยที่ผู้ให้ขนมจะสามารถฝากคำอธิฐานถึงคนตายไปในคำขนมด้วย เพราะฉะนั้นยิ่งขอขนมได้มากเท่าไหร่ และได้มีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อชาวอังกฤษอพยพเข้ามาอาศัยในอเมริกา ก็ไดนำประเพณีฮาโลวีน มาเผยแพร่ด้วย แต่ได้ถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบออกไป จนมาถึงปัจจุบันนี้ ประเพณีฮาโลวีนคงเหลือไว้แค่การแต่งกายเป็นผี เพื่อหยอกล้อกันในหมู่คนเป็นด้วยกันเอง
ส่วนประเพณี Trick or Treat นั้น ก็เป็นเพียงการละเล่นสนุกๆของเด็กๆที่ใช้การเดินไปตามบ้านต่างๆและเคาะประตูบ้านถามว่า Trick or Treat ซึ่งถ้าเจ้าบ้านตอบว่า Trick ก็จะถูกเด็กๆแกล้ง แต่ถ้าตอบว่า Treat ก็ต้องนำขนมมาให้พวกเขา จนกว่าเขาจะพอใจ
วันฮาโลวีนในทุกวันนี้ จึงเป็นเพียงแค่วันหยุดวันหนึ่ง เป็นวันที่มีการพบปะสังสรรค์เฮฮากันมากกว่าที่จะระลึกถึงผู้ตายเหมือนสมัยก่อน
ทำไมต้องเป็นสีส้ม – ดำ?
สีดำจะหมายถึง ความมืดของกลางคืน ส่วนสีส้มนั้น แทนเปลวไฟที่เราจุดลุกโชติ ช่วงยามค่ำคืน เพื่อขับไล่ปิศาจร้ายนั่นเอง
แล้วหัวฟักทองเกี่ยวอะไรด้วย? หัวฟักทองสีส้มๆที่เขาใช้เป็นสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน หรือที่เรียกว่า แจ๊ค โอ แลนเทริน ( Jack - O - Lanterns ) ตามตำนานของชาวไอริชนั้น เเจ๊ค โอ แลนเทริน คือชายขี้เมา นักเล่นกล ที่ชอบหลอกลวงชาวบ้านไปทั่ว ครั้งหนึ่งเขาก็เคยไปหลอกปิศาจผู้ดูเเลนรก โดยให้ปิศาจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ จากนั้นเขาก็ทำการสลักรูปไม้กางเขนที่ต้นไม้ เพื่อเเกล้งไม่ให้ปิศาจลงมาได้ เมื่อถึงคราวจนมุมปิศาจก็ได้ต่อรองกับแจ๊คว่าจะไม่จับตัวเขาอีกเลย ถ้าหากแจ๊คปล่อยตัวเขาไป ซึ่งดูเหมือนแจ๊คจะพอใจกับข้อตกลงนี้ จึงได้ปล่อยปิศาจไป
เมื่อแจ๊ค โอ แลนเทรินตาย เขากลับปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปิศาจ ก็ไม่สามารพาเขาไปนรกได้ เพราะได้สัญญากับเขาไว้ ดังนั้นปิศาจจึงได้มอบถ่านไฟก้อนหนึ่ง เอาไว้เป็นเครื่องปัดความหนาวเย็น และสิ่งชั่วร้ายแก่แจ๊ค ซึ่งแจ๊คก็ได้นำถ่านไฟก้อนนั้น ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพ เพื่อให้ไฟนั้นสว่างได้นานยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ชาวไอริช จึงได้นำหัวผักกาดเทอนิพ มาแกะสลักเป็นรูปเเจ๊ค โอ เเลนเทริน และใส่ถ่านไฟลงไปให้มีแสงสว่าง ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายตลอดทั้งปี เเต่เมื่อมีการย้ายถิ่นฐานไปที่อเมริกา หัวผักกาดเทอนิพนั้นก็ช่างหายากซะเหลือเกิน ดังนั้นเขาจึงนำหัวฟักทองมาแกะเเทน
ด้วยเหตุผลง่ายๆแค่นี้ เราจึงได้เห็นหัวฟักทอง แจ๊ค โอ แลนเทริน เป็นสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน จนถึงปัจจุบัน